วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

มอเตอร์ไซค์ใช้เอทานอลช่วยประหยัดแทนเติมเบนซิน
อาจารย์ มทร.ธัญบุรี จัดแจงดัดแปลงห้องเครื่องรถจักรยานยนต์แบบสองจังหวะให้สามารถเติมเชื้อเพลิงจากเอทานอลแทนเบนซิน ใช้งบประมาณไม่กี่พันบาท พร้อมเดินหน้าวิจัยเพิ่มในรถยนต์ หวังกู้วิกฤติน้ำมันแพง
นายบุณย์ฤทธิ์ ประสาทแก้ว อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า ขณะนี้สามารถดัดแปลงเครื่องยนต์เบนซินของรถจักรยานยนต์ให้ใช้เชื้อเพลิงเอทานอลแทนเบนซินได้แล้ว
สาเหตุที่ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ในบางส่วน เนื่องจากเครื่องยนต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้ร่วมกับเชื้อเพลิงลูกผสมอย่างเอทานอลได้ จึงต้องหาวิธีปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ ด้วยการเริ่มศึกษาคุณสมบัติของเอทานอลในส่วนของการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ปริมาณความร้อน จุดวาบไฟ ก่อนทำการปรับแต่งเครื่องยนต์
"เอทานอลมีค่าความร้อนต่ำ และจุดไฟติดได้ยากกว่าน้ำมันเบนซิน การเผาไหม้กับอากาศจึงต้องใช้เอทานอลในปริมาณมากกว่าน้ำมันเบนซิน แต่เนื่องจากเอทานอลมีข้อดีที่ติดไฟยาก หากนำมาเพิ่มแรงอัดให้ได้ปริมาณสูงขึ้นจะทำให้เครื่องยนต์ประสิทธิภาพเผาไหม้มากขึ้นตามไปด้วย" นายบุณย์ฤทธิ์ กล่าว
นายบุณย์ฤทธิ์ยังได้นำเครื่องยนต์เบนซินมาปรับแต่งเพิ่มแรงอัดและปริมาตรห้องเผาไหม้ โดยลดอัตราส่วนในการอัดให้เหลือน้อยลง รวมทั้งได้คิดค้นอุปกรณ์ตัวใหม่ที่เรียกว่า วาล์วเติมอากาศ เพื่อทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ให้มีความเหมาะสม และได้ความเร็วรอบที่มากขึ้น ทำให้ได้การเผาไหม้ที่สะอาด เนื่องจากอากาศสามารถเข้าไปข้างในได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ได้ปรับแต่งคาร์บูเรเตอร์ หรือตัวผสมระหว่างอากาศกับน้ำมัน ให้สามารถจ่ายเอทานอลได้มากกว่าเดิม และยังปรับอัตราส่วนการอัดให้สูงขึ้น จากเดิม 12 ต่อ 1 เป็น 14 ต่อ 1 เพื่อลดปฏิกิริยาฟิสชั่นของเครื่องยนต์
"หลังจากทดลองใช้เครื่องยนต์ที่ปรับแต่งนี้กับเครื่องยนต์เบนซินสูบเดียว โดยเติมเอทานอล 1 ลิตร สามารถวิ่งได้ 75 กิโลเมตร ด้วยอัตราความเร็วที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งงบประมาณในการติดตั้งไม่เกิน 2,500 บาท" นายบุณย์ฤทธิ์ กล่าว
นักประดิษฐ์รายนี้ ยังเตรียมทำวิจัยเพิ่มในเครื่องยนต์ของรถยนต์ 4 สูบ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล ซึ่งจะเน้นศึกษาในเรื่องหัวฉีดของเครื่องยนต์ และกำลังมองหาวัสดุใหม่ที่ทนทานต่อความกัดกร่อนมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องยนต์ เนื่องจากเอทานอลมีประสิทธิภาพในการกัดกร่อนชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จไม่เกินปีหน้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น